บทที่ 4 ตอนที่ 3: บุรุษนิรนามในอารามร้าง
ตอนที่ 3: บุรุษนิรนามในอารามร้าง
ป่าเขาทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงนั้นขึ้นชื่อเรื่องความสลับซับซ้อนและอันตราย แม้แต่พรานป่าผู้ชำนาญทางยังต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนจะก้าวเท้าเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงหลังพายุฝนฤดูเหมันต์ที่พื้นดินกลายเป็นโคลนดูดและโขดหินลื่นชัน ทว่าสำหรับมู่หรงหนิงอัน สถานที่อันตรายที่สุดกลับกลายเป็นเกราะกำบังที่ปลอดภัยที่สุดในยามนี้
สองนายบ่าวเดินลัดเลาะฝ่าดงหนามและเถาวัลย์มาตลอดช่วงเช้า เสื้อผ้าที่เคยแห้งสนิทบัดนี้ชื้นแฉะไปด้วยหยาดน้ำค้างและเหงื่อไคล รองเท้าผ้าพื้นบางของชุยจู๋ขาดวิ่นจนเห็นนิ้วเท้า ในขณะที่หนิงอันต้องใช้กิ่งไม้คอยค้ำยันร่างที่เริ่มหนักอึ้ง อาการปวดหน่วงที่ท้องแม้จะทุเลาลงเพราะฤทธิ์ยา แต่ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนและเดินเท้าก็กำลังบั่นทอนพละกำลังของนางลงอย่างรวดเร็ว
"คุณหนู นั่งพักตรงโขดหินนี้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไปหาแหล่งน้ำมาให้" ชุยจู๋ประคองนายหญิงให้นั่งลงใต้ร่มไม้ใหญ่ ก่อนจะปลดกระบอกไม้ไผ่ที่เอวออก
"ระวังตัวด้วย อย่าไปไกลนัก และจำไว้ว่าอย่าดื่มน้ำที่นิ่งขัง ให้ตักน้ำจากลำธารที่ไหลเวียนเท่านั้น หากมีใบไม้เน่าเปื่อยอยู่รอบๆ ห้ามแตะต้องเด็ดขาด" หนิงอันกำชับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน วิชาแพทย์สอนให้นางรู้ว่าน้ำในป่าหลังฝนตกคือแหล่งเพาะพันธุ์ของโรคบิดและไข้ป่าชั้นดี
เมื่อชุยจู๋เดินลับตาไป หนิงอันก็หลับตาลงเพื่อพักสายตาและปรับลมหายใจ นางต้องพยายามเก็บแรงไว้ให้มากที่สุด ในหัวของนางกำลังกะระยะเส้นทางและเสบียง ยาถอนพิษและเข็มเงินที่พกมาอาจช่วยรักษาโรคได้ แต่มันไม่อาจเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่า
โชคยังดีที่ป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ เมื่อครู่ระหว่างทางนางสังเกตเห็นต้น 'ซานเย่า' ขึ้นอยู่ประปราย หากขุดรากของมันมาต้มกิน ย่อมสามารถประทังความหิวและบำรุงม้ามทะนุบำรุงครรภ์ได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่หนิงอันกำลังวางแผนเอาชีวิตรอดอยู่นั้น ตัดกลับมาที่ถนนหลวงสายใต้
ม้าศึกสีนิลตัวเขื่องควบตะบึงมาหยุดลง ณ จุดที่ถนนดินลูกรังถูกตัดขาดด้วยร่องรอยของโคลนตม หลิงเทียนซูในชุดรัดกุมสีดำสนิทกระโดดลงจากหลังม้า แววตาคมปลาบกวาดมองไปรอบบริเวณ องครักษ์เงาหลายสิบนายยืนคุ้มกันอยู่โดยรอบ พื้นที่ตรงหน้ามีรอยเท้าของม้าลากรถที่ดูสับสนวุ่นวาย
"เรียนท่านอ๋อง ร่องรอยของรถม้าสิ้นสุดลงตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ พวกเราพบรถม้าถูกทิ้งไว้ในดงไม้ทึบห่างออกไปไม่ไกล ม้าลากจูงถูกปล่อยเข้าป่าไปแล้ว ภายในรถม้าไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือรอยเลือด มีเพียงกองผ้าห่มเก่าๆ เท่านั้น" หัวหน้าองครักษ์เงาคุกเข่ารายงาน
หลิงเทียนซูเดินเข้าไปตรวจดูรถม้าเก่าซอมซ่อที่ถูกลากออกมาจากพุ่มไม้ นิ้วของเขาลูบไปบนผนังไม้ที่เย็นเฉียบ สายตาของเขาหยุดลงที่ก้อนกรวดและรอยดินที่ถูกกลบใหม่ๆ บริเวณริมทาง เขาเดินตรงไปย่อตัวลง นำนิ้วมือแตะลงบนพื้นดินที่เปียกชื้น ก่อนจะยกขึ้นมาดม
"กลิ่นของขิงป่าและใบจื่อซู... มีคนก่อกองไฟต้มยาที่นี่เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ดินยังมีความอุ่นอยู่เล็กน้อย" หลิงเทียนซูพึมพำ มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบ "นางยังไม่ตายจริงๆ ... มู่หรงหนิงอัน เจ้าหลอกทุกคนในจวนอ๋องได้แนบเนียนยิ่งนัก"
"ท่านอ๋องหมายความว่า พระชายา... ยังมีชีวิตอยู่และเป็นผู้ทิ้งรถม้าคันนี้ไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ใช่ นางรู้ว่าข้าต้องส่งหอเงาออกตามล่าทางทิศใต้ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลัก นางจึงแวะต้มยาเพื่อรักษาอาการบางอย่าง ก่อนจะทิ้งรถม้าเพื่อตัดตอนการติดตาม แล้วหลบหนีไปทางอื่น" หลิงเทียนซูลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความกระหายเลือดและการไล่ล่าที่สนุกสนานกว่าเดิม "สตรีที่กล้าเล่นตุกติกกับข้า มีเพียงผู้เดียวในใต้หล้าที่ยังมีลมหายใจ"
"พวกเราจะกระจายกำลังค้นหาเข้าไปในป่าทางทิศใต้เดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
"ช้าก่อน" หลิงเทียนซูยกมือขึ้นปราม "รอยเท้าที่ย่ำไปทางทิศใต้เป็นรอยเท้าที่จงใจเหยียบให้ลึกและชัดเจนเกินไป มันคือการสับขาหลอก สตรีที่ฉลาดพอจะสร้างฉากความตายของตนเองได้ ย่อมไม่ทิ้งเบาะแสโง่ๆ ไว้ให้พวกเราตามรอยได้ง่ายดายเช่นนี้"
จอมอ๋องทมิฬกวาดสายตามองภูมิประเทศรอบด้าน ถนนทิศใต้ทอดยาวไปยังเมืองท่า ทิศตะวันออกคือทางกลับนครหลวง ทิศเหนือเป็นแม่น้ำเชี่ยวกราก ส่วนทิศตะวันตก... คือเทือกเขาหลงซานที่สลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยภยันตราย
"นางไม่มีม้า ไม่มีกำลังพล มีเพียงสองขาทั้งยังร่างกายอ่อนแอ เส้นทางเดียวที่จะรอดพ้นจากสายตาของหอเงาและด่านตรวจของทางการได้ คือการซ่อนตัวในที่ที่อันตรายที่สุด..." หลิงเทียนซูหันหน้าไปทางเทือกเขาฝั่งตะวันตก "ส่งสารนกพิราบสั่งการไปยังจุดตรวจเมืองชายแดนตะวันตกทั้งหมด ให้เพิ่มกำลังเวรยาม ค้นหาสตรีสองคน ท่าทางเหมือนชาวบ้าน แต่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ส่วนพวกเจ้าครึ่งหนึ่งตามข้ามา ข้าจะเข้าป่าตะวันตกไปลากคอประหลาดน้อยตัวนี้ด้วยมือของข้าเอง!"
"รับบัญชา!"
สิ้นเสียงสั่งการ กองกำลังชุดดำก็พุ่งทะยานเข้าสู่ป่าทึบดุจมัจจุราชที่ไร้เงา หลิงเทียนซูควบม้าฝ่าดงไม้ ดวงตาของเขาฉายแวววาวโรจน์
‘มู่หรงหนิงอัน ต่อให้เจ้ามีปีกงอกออกมา ข้าก็จะเด็ดมันทิ้งแล้วขังเจ้าไว้ในกรงทองของข้าตลอดกาล!’
ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.)
ลึกเข้าไปในเทือกเขาหลงซาน ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มอีกครั้ง หมอกสีขาวขุ่นลอยต่ำปกคลุมยอดไม้ หนิงอันและชุยจู๋เดินฝ่าดงทากและแมลงมีพิษมาจนถึงหุบเขาลึก เบื้องหน้าของพวกนางคืออารามร้างแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเถาวัลย์ อารามแห่งนี้สร้างจากหินศิลาแลง สภาพผุพังทรุดโทรมจนหลังคาทะลุเป็นวงกว้าง ทว่าก็ยังพอใช้เป็นที่หลบฝนและพักค้างแรมในคืนนี้ได้
"คุณหนู เราพักที่นี่กันเถิดเจ้าค่ะ ข้าเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ" ชุยจู๋ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหินอย่างหมดสภาพ
หนิงอันพยักหน้า นางเองก็รู้สึกไม่ไหวเช่นกัน "เข้าไปข้างในกันเถิด หาที่แห้งๆ ก่อกองไฟ แล้วคืนนี้ข้าจะต้มรากมันเทศภูเขาที่เราขุดมาได้ให้กิน"
เมื่อทั้งสองก้าวผ่านธรณีประตูหินที่แตกหักเข้าไปในโถงอาราม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็เตะจมูกหนิงอันอย่างจัง สัญชาตญาณของแพทย์ทำให้นางชะงักฝีเท้าทันที มือบางดึงแขนชุยจู๋ให้ถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่ง
"ระวัง มีคนอยู่" หนิงอันกระซิบเสียงแผ่ว
ท่ามกลางแสงสลัวจากช่องหลังคาที่แตกทะลุ บริเวณแท่นบูชาพระโพธิสัตว์ที่เต็มไปด้วยหยากไย่ ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนพิงฐานรูปปั้นอยู่ เขาสวมชุดสีดำสนิทที่กลืนไปกับความมืด ทว่ารอยปริขาดที่หัวไหล่และหน้าอกเผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่กำลังมีเลือดสีดำคล้ำไหลซึมออกมา ชายผู้นั้นหลับตาแน่น ลมหายใจรวยริน หน้าอกสะท้อนขึ้นลงอย่างยากลำบาก มือขวาของเขายังคงกำด้ามดาบที่อาบไปด้วยเลือดไว้แน่น บ่งบอกถึงสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ยังไม่ดับสูญ
ชุยจู๋เบิกตากว้างเตรียมจะหวีดร้อง แต่หนิงอันรีบยกมือขึ้นปิดปากสาวใช้ไว้ นางเพ่งมองบาดแผลและสีเลือดของชายปริศนาผู้นั้นอย่างละเอียด
‘เลือดสีดำคล้ำ ริมฝีปากม่วงซีด ลมหายใจติดขัด... นี่ไม่ใช่แค่บาดแผลจากการฟันแทง แต่เขาถูกพิษ และเป็นพิษรุนแรงที่ทำลายระบบโลหิตโดยตรง’ หนิงอันประเมินอาการในใจ
หากเป็นคนปกติ ย่อมต้องรีบหนีไปให้ไกลจากบุรุษอันตรายที่พกดาบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดผู้นี้ ทว่าในหัวของหนิงอันกลับคิดถึงผลประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว ชายผู้นี้ถูกตามฆ่า หรืออาจเป็นนักฆ่าเสียเอง แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร การที่เขารอดชีวิตหนีมาถึงที่นี่ได้ แสดงว่าต้องมีวรยุทธ์และเส้นสายไม่ธรรมดา หากนางช่วยชีวิตเขาไว้ นางอาจได้ 'ข้อแลกเปลี่ยน' ที่มีค่ามหาศาลในการเดินทางหลบหนี
"คุณหนู พวกเราหนีกันเถิดเจ้าค่ะ หากพวกคนที่ทำร้ายเขาตามมา เราจะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย" ชุยจู๋กระซิบด้วยความกลัว
"เราหนีไปไหนไม่ได้ไกลหรอกชุยจู๋ ฟ้าจะมืดแล้ว และข้างนอกนั่นก็เต็มไปด้วยหมาป่า" หนิงอันตอบเสียงเรียบ นางปลดหีบไม้ลงจากบ่า "อีกอย่าง... คนใกล้ตายผู้นี้ อาจเป็นตั๋วผ่านทางชั้นดีของเรา"
หนิงอันก้าวเท้าเดินเข้าไปหาบุรุษผู้นั้นอย่างระมัดระวัง เมื่อนางเข้าใกล้ระยะหนึ่งจั้ง ชายปริศนาก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาแดงก่ำดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ ดาบในมือถูกตวัดขึ้นชี้มาที่ลำคอของหนิงอันด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน
"หยุดอยู่ตรงนั้น... หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะบั่นคอเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นสะท้านจากพิษบาดแผล ทว่ารังสีอำมหิตกลับแผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบด้านเย็นเยียบ
หนิงอันหยุดชะงัก นางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวหรือร้องขอชีวิตแต่อย่างใด นางเพียงปรายตามองปลายดาบที่ห่างจากลำคอเพียงชุ่นเดียว ก่อนจะสบตากับบุรุษผู้นั้นด้วยแววตาที่สงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก
"ด้วยพิษ 'เจ็ดก้าวกลืนวิญญาณ' ที่แล่นเข้าสู่หัวใจท่านไปแล้วกว่าครึ่ง ท่านคงไม่มีแรงแม้แต่จะตวัดดาบให้ตัดผ่านผิวหนังของข้าด้วยซ้ำ" หนิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ชีพจรของท่านเต้นช้าลงทุกขณะ เลือดที่บาดแผลไหลไม่หยุด หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เกินหนึ่งก้านธูป ท่านจะได้ลงไปสนทนากับพญายมอย่างแน่นอน"
บุรุษชุดดำชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจ หญิงชาวบ้านรูปร่างหน้าตามอมแมมผู้นี้ กลับสามารถมองปราดเดียวก็รู้ถึงชื่อยาพิษที่หายากในยุทธภพ ทั้งยังไม่มีทีท่าหวาดกลัวรังสีฆ่าฟันของเขาเลยแม้แต่น้อย
"เจ้า... เป็นใคร" เขาเค้นเสียงถาม ดาบในมือเริ่มสั่นเทาจากพละกำลังที่ถดถอย
"ข้าคือหมอ" หนิงอันตอบสั้นๆ "และข้าคือคนเดียวในป่าแห่งนี้ที่จะยื้อชีวิตท่านจากพญายมได้ แต่การรักษาของข้าไม่ได้ทำเพื่อการกุศล ข้าต้องการข้อแลกเปลี่ยน"
"ข้อแลกเปลี่ยน...?" ชายผู้นั้นแค่นหัวเราะในลำคอ เลือดสีดำไหลซึมออกจากมุมปาก "ชีวิตของข้า... แขวนอยู่บนเส้นด้าย สตรีชาวบ้านเช่นเจ้า... จะมาเรียกร้องสิ่งใดจากข้า"
"ข้าต้องการให้ท่านคุ้มครองข้ากับสาวใช้ พาพวกเราข้ามเขาหลงซานแห่งนี้ไปจนถึงชายแดนแคว้นเว่ยอย่างปลอดภัย โดยหลบเลี่ยงด่านตรวจของทางการและหอเงาทั้งหมด" หนิงอันยื่นข้อเสนออย่างชัดเจน "ชีวิตแลกกับเส้นทาง... ถือว่ายุติธรรมดีหรือไม่"
เมื่อได้ยินคำว่า 'หอเงา' ดวงตาของบุรุษชุดดำก็หรี่แคบลง เขามองประเมินสตรีตรงหน้าอีกครั้ง ร่องรอยการปลอมตัวที่หน้าตา ท่าทางที่เด็ดเดี่ยวเกินสตรีทั่วไป และการที่นางต้องการหลบหนีหอเงา... บ่งบอกว่านางไม่ใช่หญิงชาวบ้านธรรมดาอย่างแน่นอน
ด้วยความที่เขาเองก็มีความแค้นลึกล้ำกับจอมอ๋องหลิงเทียนซูและหอเงาอยู่เป็นทุนเดิม ศัตรูของศัตรู ย่อมเป็นมิตรชั่วคราวได้
"ตกลง..." ชายผู้นั้นตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบาก่อนที่สติของเขาจะหลุดลอย ดาบในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินดังกังวาน ร่างของเขาทรุดฮวบลงหมดสติไปในทันที
"คุณหนู! เขาตายแล้วหรือเจ้าคะ!" ชุยจู๋วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
"ยัง! แต่เวลามีน้อย ชุยจู๋ เจ้าไปก่อกองไฟ ต้มน้ำให้เดือดที่สุด นำมีดสั้นของข้าไปลนไฟให้ร้อนจัด แล้วไปหาใบสาบเสือแถวนี้มาตำให้ละเอียด!" หนิงอันออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด วิญญาณของแพทย์หญิงผู้ดุดันเข้าประทับร่าง นางคุกเข่าลงข้างร่างของชายชุดดำ ฉีกเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกและหัวไหล่ของเขาออกให้กว้างขึ้น
รอยแผลถูกฟันยาวลึกจนเห็นกระดูก เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกมาไม่หยุด หนิงอันเปิดหีบไม้ หยิบซองหนังที่บรรจุเข็มเงินออกมาเรียงรายบนผ้าสะอาด นางใช้ความเร็วและแม่นยำดุจจับวาง ฝังเข็มลงบนจุดชีพจรสำคัญรอบบาดแผลและบริเวณหน้าอก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พิษไหลเวียนเข้าสู่หัวใจ
การฝังเข็มสกัดพิษต้องใช้พลังสมาธิอย่างสูงส่ง ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น แต่หน้าผากของหนิงอันกลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ นางกำลังใช้ร่างกายที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ และเหนื่อยล้า ฝืนทำหัตถการที่อันตรายและซับซ้อน
เมื่อสกัดจุดชีพจรสำเร็จ นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวออกมาจากหีบ ภายในบรรจุผงยาสีเหลืองทองที่สกัดจาก 'บัวหิมะ' ซึ่งเป็นตัวยาเดียวกับที่เซียวหว่านเอ๋อร์ต้องการ แต่นางได้เก็บส่วนที่เป็นแก่นยาไว้ใช้เอง ผสมกับสมุนไพรถอนพิษอีกหลายชนิด นางโรยผงยาลงบนบาดแผลฉกรรจ์โดยตรง
ชายชุดดำที่หมดสติไปแล้วถึงกับกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส แม้จะไร้สติแต่ร่างกายยังคงตอบสนองต่อฤทธิ์ยาที่ร้อนแรงดุจไฟบรรลัยกัลป์ที่กำลังต่อต้านพิษเย็นในร่าง
"อดทนไว้ หากท่านทนความเจ็บปวดนี้ไม่ได้ ก็จงตายไปพร้อมกับคำสัญญาเสียเถิด" หนิงอันพึมพำ
ชุยจู๋ยกน้ำร้อนและมีดสั้นที่ลนไฟจนแดงฉานมาให้ หนิงอันใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำร้อนเช็ดคราบเลือดรอบบาดแผลอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงใช้มีดสั้นที่ร้อนจัด จี้ลงไปบนเส้นเลือดที่ฉีกขาดเพื่อห้ามเลือด
เสียงเนื้อไหม้ดังฉ่า กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วอารามร้าง ชายชุดดำส่งเสียงคำรามในลำคอ ทว่าหนิงอันกลับมือไม่สั่นแม้แต่น้อย นางทำทุกขั้นตอนด้วยความเยือกเย็นและเด็ดขาด เมื่อเลือดหยุดไหล นางก็นำใบสาบเสือที่ชุยจู๋ตำจนแหลกมาพอกทับบาดแผล แล้วฉีกชายกระโปรงผ้าฝ้ายของตนเองมาพันแผลให้เขาอย่างแน่นหนา
กระบวนการรักษาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดหนิงอันก็ถอนเข็มเงินออกทั้งหมด นางถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งพิงเสาหินอย่างหมดเรี่ยวแรง
"คุณหนู... ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าคะ ข้าไม่เคยรู้เลยว่าท่านเรียนวิชาแพทย์พวกนี้มาจากไหน" ชุยจู๋มองนายหญิงด้วยสายตาเทิดทูนและตกตะลึง
"ในวังวนของการแก่งแย่ง หากไม่รู้จักซ่อนคมดาบไว้ในฝัก ก็ไม่อาจมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้หรอก" หนิงอันตอบเลี่ยงๆ นางไม่อาจบอกความจริงเรื่องการทะลุมิติและการสืบทอดวิชาข้ามภพได้
ค่ำคืนนั้น สองนายบ่าวนั่งผิงไฟอยู่มุมหนึ่งของอารามร้าง กินน้ำแกงมันเทศภูเขาประทังความหิว ในขณะที่บุรุษชุดดำนอนหายใจสม่ำเสมออยู่หน้าแท่นบูชา พิษในร่างของเขาถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อสีดำคล้ำจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงรอเวลาให้ร่างกายฟื้นตัว
หนิงอันลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ ท่ามกลางเสียงหมาป่าหอนที่ดังแว่วมาจากยอดเขา นางรู้ดีว่าบุรุษที่นางเพิ่งช่วยชีวิตไว้ผู้นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา กลิ่นอายสังหารและดาบชั้นเลิศของเขาบ่งบอกว่าเขาคือผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งเลือด
การดึงเขาเข้ามาเป็นโล่กำบัง อาจเป็นการหนีเสือปะจระเข้ ทว่าในสถานการณ์ที่จอมอ๋องทมิฬกำลังแผ่ขยายกรงเล็บแห่งหอเงามาใกล้ทุกขณะ นางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเดิมพันด้วยชีวิต!
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงตะวันแรกสาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคา บุรุษชุดดำก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในช่องอก อาการปวดแปลบจากพิษหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเจ็บจากบาดแผลภายนอก เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง มองสำรวจรอยพันแผลที่แน่นหนาและประณีต
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อาราม สตรีชาวบ้านใบหน้ามอมแมมผู้นั้นกำลังนั่งเคี่ยวยาอยู่ในหม้อดินเผาด้วยท่าทางสงบนิ่ง ท่วงท่าการจับไม้พายกวนยาของนางนั้นดูงดงามและมีระดับเกินกว่าจะเป็นสตรีชาวบ้านป่า
"ข้าไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร" น้ำเสียงของชายชุดดำดังขึ้นทำลายความเงียบ แม้จะยังแหบพร่าแต่ก็แฝงไปด้วยความทรงอำนาจ "เจ้าช่วยชีวิตข้า ข้าจะรักษาสัญญา พาเจ้าข้ามเขาหลงซานไปจนถึงแดนเว่ย"
หนิงอันละสายตาจากหม้อยา หันมามองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ "เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง ข้ามู่หรง... เอ่อ ข้ามีนามว่า 'หนิง' แล้วท่านเล่า จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ มีนามว่ากระไร"
ชายชุดดำนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่ลึกล้ำจ้องมองมาที่นาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
"คนในยุทธภพ ล้วนเรียกข้าว่า... อู๋หมิง "
หนิงอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย อู๋หมิง... ผู้นำแห่ง 'หอปรโลก' ขั้วอำนาจมืดอีกฝั่งที่คานอำนาจกับหอเงาของหลิงเทียนซู นางเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูจากสายข่าวในจวนอ๋อง ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะส่งศัตรูตัวฉกาจของอดีตสามี มาเป็นตั๋วผ่านทางให้นางถึงที่!
‘หลิงเทียนซู... ในเมื่อท่านใช้หอเงาตามล่าข้า ข้าก็จะใช้หอปรโลกของอู๋หมิงนี่แหละ เหยียบย่ำเครือข่ายของท่านให้แหลกคามือ!’
